Monday, August 20, 2007

จาก ศิลปินเสียงก้าวหน้าในศตวรรษที่ 19 จนถึงศิลปินเสียงเทคโนโลยีในปัจจุบัน

“There is no such thing as silence” คำกล่าวของ John Cage ศิลปินเสียงก้าวหน้าในยุคต้นศตวรรษที่ 19 เป็นสิ่งที่สร้างความกระจ่างและขัดแย้งในตัวเองให้เกิดขึ้นมา เกี่ยวกับเรื่อง Sound ในช่วงของการก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมๆกับความขัดแย้งประชดประชันทางปรัชญาและศิลปกรรม การพัฒนานวัตกรรมประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือทางดนตรี รวมไปถึงแนวความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ของศิลปิน ส่งอิทธิพลต่องานประพันธ์ทางด้านเสียง ในแวดวงของ ศิลปะ ภาพยนตร์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก และงานดนตรีสมัยใหม่ ตั้งแต่ ยุคของ John Cage และ Stockhausen สองนัก Avant-Garde Music, สู่มหากาพย์แห่งดนตรี Pink Floyd, Kraftwerk, Ryuichi Sakamoto ศิลปินผู้สร้างเสียงวัฒนธรรมตะวันออก แม้กระทั่ง The Beatles ร่วมกันสร้างสรรค์และวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ สร้างอิทธิพลต่อศิลปินปัจจุบันเป็นอย่างมาก เช่น Air, The Chemical Brothers, Radiohead, 1 Giant Leap ผู้หลงใหลเสียงในความต่างของวัฒนธรรมโดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวประสาน และ Cornelius กับการใช้ความเงียบและNoise ในงานดนตรี การจำแนกแนวทางของดนตรีจึงเป็นเรื่องยากที่จะจำกัดความได้ พร้อมๆกับการเกิดใหม่ของเครื่องดนตรีและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง จนบ้างครั้งสิ่งที่บุคคลเหล่านี้ได้ให้มาไม่ใช่แค่เพียงแนวทางใหม่ทางความคิดแต่มันมาพร้อมๆกับเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองกับความต้องการของศิลปินได้อย่างรวดเร็ว ทั้งในระบบเศรษฐกิจ และในตัวของศิลปินเอง จนบางครั้งความง่ายทำให้งานประพันธ์เสียงและงานดนตรี ง่ายตาม

หลังจากที่ Luigi Russolo ได้เพียรพยายามสร้างบรรทัดฐานใหม่ สร้างความเข้าใจและขัดใจในการใช้เสียง Noise เพื่อสื่ออารมณ์ตอบสนองต่อสัมผัสของเรา โดยสร้างเสียงที่ซับซ้อนและไม่เข้ากัน ทำให้เกิดความพอใจได้ และเราก็สามารถยินยอมน้อมรับด้วยดีโดยไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่า Noise เป็นเสียงที่สื่ออารมณ์ได้ดี พร้อมกับที่ John Cage ได้พยายามสร้างความเข้าใจในการรับรู้ถึง Silence ให้กระจ่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในวงการศิลปะปัจจุบัน ยากที่จะละเลยในเรื่องนี้ ได้หยิบ Noise และ Silence มาใช้ประกอบในงานมากมาย เพราะศิลปินได้เข้าใจว่าแค่เพียงลำพังภาพนั้นบางทีไม่สามารถสื่ออารมณ์ให้กับผู้ชมได้ถึงแก่น เสียงจึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยส่งเสริมให้งานศิลปะบรรลุจุดมุ่งหมายตามจินตนาการที่ศิลปินได้คิดไว้ Noise และ Silence จึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ ในงานด้าน Art Media รวมไปถึงงาน Performance, Sound Art และงานExhibition ต่างๆ อีกทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงหรือหายากแต่อย่างใด ในวงการศิลปะถือว่า Noise, Sound และ Silence เป็นการสื่อความหมายและเข้าถึงอารมณ์ได้ดีอีกอย่างหนึ่ง
เมื่อภาพยนตร์เสียงได้ถือเกิดขึ้นเสียงจึงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญ speech, music, and noise (บางทีเรียกว่า sound effect) สามสิ่งนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำภาพยนตร์ เพื่อสื่ออารมณ์สร้างบรรยากาศให้เหมือนจริง และในบางครั้งในการสร้างภาพยนตร์เสียงบางเสียงไม่สามารถที่จะเก็บหรือ recordได้จากสถานที่จริงจึงมีการจำลองสร้างเสียงขึ้นมาแทน โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย แม้กระทั่ง noise ในการสร้างอารมณ์ในแต่ละฉาก งานที่เห็นได้ชัดเจนและได้รับอิทธิพลมาจาก Luigi Russolo และ John Cage ในการใช้ noise และ silence รวมไปถึงการออกแบบเสียงด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย คือ ภาพยนตร์เรื่อง Star war การใช้ noise เพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูน่ากลัวในเรื่อง The silence of lamp เป็นต้น
ในส่วนของ Film Art บางงานเป็นงานที่อาศัยศักยภาพของ noise, sound และ silence โดยที่ภาพเป็นเพียงองค์ประกอบย่อยเท่านั้น ซึ่งจะไม่ต่างอะไรกับเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ในการนำเสนอ noise ในรูปแบบต่างๆ เพียงแต่ว่าในครั้งนี้ได้นำเสนอไปพร้อมๆกับภาพเคลื่อนไหวเท่านั้นเอง
งานประพันธ์ด้านเสียงในเชิงพาณิชย์ ก็ได้นำเสียงเหล่านี้เข้ามาใช้ เพื่อเสริมสร้างให้องค์กรทางการตลาดแข็งแรงน่าเชื่อถือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำ spot โฆษณาต่างๆ จะสังเกตเห็นว่าเสียงเหล่านี้มีความจำเป็นในการสร้างภาพในหัวให้กับผู้ฟังพร้อมกับสร้างอารมณ์ให้ผู้ฟังได้รับรู้ถึงพลังอำนาจที่ได้สื่อสารออกไป แม้กระทั่งภาพยนตร์โฆษณาในโทรทัศน์ ก็ได้นำหลักการนี้มาใช้และเสียงก็คือหนึ่งในนั้นที่ขาดเสียมิได้ เพื่อเพิ่มอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ โดยถ่ายทอดผ่านภาพเคลื่อนไหวและเสียง
“หากไม่มีผู้คิดค้นหาเสียงก็ไม่มีเครื่องมือในการผลิตเสียงนั้น กลับกันหากไม่มีเครื่องมือผลิตเสียงนั้น ผู้คิดค้นก็ไม่สามารถหาเสียงนั้นเจอ” ไม่ว่าความคิดของมนุษย์จะไปไกลแค่ไหนสิ่งที่สำคัญที่จะสามารถเติมฝันให้เป็นจริงได้นั้นคือ เทคโนโลยี เช่นเดียวกับการผลิตและออกแบบเสียง การจำลอง การเลียนแบบเสียงต่างๆ เทคโนโลยีสามารถพัฒนาและสร้างเสียงเหล่านั้นให้เหมือนธรรมชาติได้ดีและในขนาดเดียวกันก็เพิ่มความหลากหลายให้กับศิลปิน สิ่งที่มาพร้อมกับแนวคิดเรื่อง noise, sound และ silence คือเทคโนโลยี เครื่องมือที่สามารถจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้วิวัฒนาการด้านเครื่องมืออุปกรณ์ในการสร้างเสียงดียิ่งขึ้นและยิ่งพัฒนาความก้าวหน้ายิ่งพาให้เราเพลิดเพลินกับมัน การผลิตที่รวดเร็วความต้องการที่เพิ่มขึ้น ความง่ายจึงเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับศิลปินที่อยากจะสร้างสรรค์ผลงานตัวเองผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องยากที่ศิลปินในปัจจุบันที่เกิดขึ้นมานับไม่ถ้วนจะสามารถตอบสนองและใช้มันอย่างคุ้มค่า ความยากง่ายในการจัดหาจึงไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป
จากเสียงนาฬิกา สู่ทำนองจังหวะ ในอัลบั้ม Dark Side of The Moon งานโพรเกรสซีฟของ Pink floyd นำแนวคิดการใช้เสียง Effect (Noise) มาใช้ในงานดนตรีรวมทั้งเทคโนโลยีเครื่องมือในการสร้างเสียงที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ Edgard Varese ที่ได้ผสมผสาน งานดนตรี ให้เข้ากับเสียง noise เพียงแต่ว่าการต่อยอดทางความคิดในแบบสมัยใหม่เป็นไปในแบบที่ถนอมหูของคนฟังมากกว่าสมัยต้นศตวรรษที่ 19 เท่านั้นเอง
เมื่อเครื่องดนตรีสังเคราะห์เพิ่มจำนวนมากขึ้นทำให้การแยกแนวดนตรีเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ บางงานดนตรีฟังดูเหมือนกันแต่หากดูในรายละเอียดจริงๆแล้วต่างกัน อิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นชื่อเรียกที่ดูจะกว้างและครอบคลุมมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น เอ็กซ์เปอร์ริเมนทัล มิวสิค, อะวองท์ การ์ด, อิเล็กโทรนิค มิวสิค, สเปซ มิวสิค, เทคโน ร๊อค,สเปซ มิวสิค และอีกหลายๆแนวเพลงที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งในเบื้องลึกแล้ว เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์คือตัวแปรสำคัญในการทำให้งานแนวเพลงต่างๆ มีความแตกต่างกัน ตามลักษณะ เทคนิค เนื้อหา และวิธีการรังสรรค์งานดนตรีเหล่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับการรับฟังของผู้คนในสมัยนั้น จนกระทั่ง Kraftwerk ได้ตอกย้ำและได้พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นถึงความเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น จึงทำให้ผู้คนเริ่มสนใจในการนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในงานดนตรีอย่างมากมายและหลากหลายในปัจจุบัน รวมไปถึง ฝั่งตะวันออก Ryuichi Sakamoto คือผู้บุกเบิกในการใช้เทคโนโลยี เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในการสร้างงานดนตรี โดยผ่านทางวัฒนธรรมเสียง เป็นแนวทางให้กับศิลปินสมัยใหม่และได้รวมความต่างของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างดีเยี่ยม
“Noise instrument” Russolo ได้พยายามเสนอเสียงรบกวนในชีวิตประจำวันโดยผ่านเทคโนโลยีในสมัยนั้น Avant-Garde จึงเป็นตัวแทนในการสร้างงานดนตรี ที่ใช้ Noise และดนตรีผสมผสานกัน รวมไปถึง R. Murray Schaffer พยายามที่จะสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้ฟังโดยผ่านทางการศึกษา Soundscape ให้ผู้คนสมัยนั้นได้เคยชินกับ เสียงรบกวน หรือแม้แต่เสียงธรรมชาติ มองว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป หลังจากศตวรรษที่ 19 ใช่ว่า “Noise instrument” จะจางหายไปมันกลับเริ่มสร้างกระแสอย่างเงียบๆ ภายใต้เครื่องมือดนตรีที่พัฒนาขึ้น ผ่านผลงานเพลงต่างๆมาจนถึงปัจจุบัน Blue man Group ศิลปินสามหัวก้าวหน้าที่สามารถสร้างความต่าง ความแปลกประหลาดให้มาอยู่ในรูปแบบที่คนฟังรับได้มากขึ้น โดยผ่านงานที่เรียกว่า Experimental Music ภายใต้รากฐานของศิลปินเหล่านั้น Blue man Group ได้พยายามสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้ฟังโดยผ่านพื้นฐานความเป็น Pop Music เพื่อให้ผู้ฟังสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปที่งานของศิลปินเหล่านี้จะแทรกอยู่ในประสาทหูของคนสมัยใหม่ได้อย่างง่ายดาย
1 Giant Leap คือหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจาก Russolo และ R. Murray Schaffer เพียงแต่ว่า 1 Giant Leap ได้พยายามเสนอในรูปแบบของเสียงวัฒนธรรมต่างๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีในปัจจุบันเป็นตัวสนับสนุน กับการเดินทางไปตามที่ต่างๆพร้อมกับเก็บเสียง Soundscape และเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ แล้วนำมาผสมผสานกับงานดนตรีและเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างความกลมกลืนบนความต่างของวัฒนธรรมและงานดนตรีได้เป็นอย่างดี
ความง่ายในปัจจุบันกับเทคโนโลยีการสร้างเสียง ส่งผลต่อศิลปินอย่างมากมายในการนำเทคโนโลยีมาช่วยเติมเต็มและสร้างสรรค์ในงานดนตรีของตัวเอง TomYork แห่ง Radiohead เป็นหนึ่งในนั้นที่อาศัยความง่ายในการพกพาเทคโนโลยีไปตามที่ต่างๆเพื่อหาแรงบัลดาลใจในการทำงานดนตรี และสิ่งที่ได้กลับมาช่างน่าประหลาดเสียจริงๆ งานเพลงของ TomYork กลายเป็นเพลงแห่งอนาคตกลายเป็นงานดนตรีที่ตอบโจทย์ของเหล่าศิลปินยุคบุกเบิกได้อย่างดี กับเสียง Noise และทำนอง จังหวะดนตรี ที่กลมกลืนราวกับว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งเหมือนกับ The Chemical Brothers ที่ยังคงสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆในการสร้างเสียง แต่ต่างกันตรงการเลือกใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ The Chemical Brothers พยายามจะใช้เครื่องมือเทคโนโลยีที่พัฒนามาจากสมัยก่อนจากเครื่องใหญ่และหนักมากมาจนถึงเครื่องที่สามารถยกและวางได้ง่ายตามที่ต่างๆ การสร้างเสียงของ The Chemical Brothers เป็นอีกหนึ่งปฐมแม่บทในงานดนตรี แนว Big Beat และในบางครั้ง The Chemical Brothers ยังคงไม่ละเลยที่จะนำเสียง Noise มาใช้ในงานของตัวเอง
การนำเสียง Noise มาใช้ในงานดนตรีไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป การสร้างพื้นที่ในบทเพลง โดยใช้ความเงียบก็เช่นกัน กลายเป็นว่าการนำเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศให้กับบทเพลงโดยผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่แสนจะง่ายดายในปัจจุบัน หนึ่งในผู้ที่ใช้ Noise, Sound แล Silence โดยอ้างอิงแนวคิดจาก ศิลปินต้นศตวรรษที่ 19 เช่น John Cage, Luigi Russolo คือ Cornelius ความแยบยลในการใช้ที่ว่าง และ Noise ในงานเพลงของ Cornelius ถือว่าเป็นช่วงต่อของ John Cage ได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ว่า Cornelius ได้รับใช้งานดนตรีผ่านกระแสการฟังของคนหมู่มาก งานที่ออกมาจึงมีความละเมียดละไม ซึ่งต่างจาก John Cage ที่พยายามสื่อสารให้เห็นโดยตรงแต่นั่นเป็นเพียงวิธีที่ John Cage พยายามจะเสนอแนวคิดของตนเองให้ดูแจ่มชัดมากกว่า ในขณะที่เพลง Drop ของ Cornelius ได้ทำให้เสียงหยดน้ำไพเราะ และ Sensuous ทำให้ที่ว่าง Silence มีความหมายและน่าฟังมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การจับหยิบบางอย่างมาใช้จากอดีตถึงปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างต่างๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ต่างไปคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างหากที่ผันเปลี่ยนให้โครงสร้างมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปตามยุคสมัยและความก้าวหน้าของเครื่องมือเครื่องประดิษฐ์เสียงต่างๆ แต่จะมีศิลปินสักกี่คนที่จะนึกถึง Noise, Sound, Silence เข้าใจและนำเอามาใช้ ได้เป็นอย่างดี
หากมองงานดนตรีต้นศตวรรษที่ 19 พร้อมกับ แนวทางศิลปะ และเทคโนโลยี สิ่งที่เรามองเห็นได้ไม่อยากคือการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน Noise มาจากแนวคิดของ Dada, Surrealism และ Futurism การประชดประชันสังคม งาน Collage ทางเสียงจึงไม่ต่างอะไรกับงานศิลปะในสมัยนั้น การเก็บ Source เสียงและการตัดแปะเสียง เป็นการสร้าง Perception ในเชิงหลอกโดยใช้สองสัญญะของเสียง มารวมกันเพื่อให้ได้สัญญะใหม่ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับงานของ John Cage ที่อาศัยหลักการนี้ มาใช้ในการทำ Sample เสียงเพื่อตัดแปะและการเว้นที่ว่างการเล่นกับ Space ที่มองว่าเป็น Oject หนึ่งในงานดนตรี เหมือนกับงานสถาปัตยกรรม ความว่าง ต้องถูกคิดคำนวณอยู่เสมอเพราะถือว่าเป็นส่วนประกอบหนึ่งของงานและดูเหมือนว่ามันเป็นเรื่องสำคัญด้วยซ้ำ รวมไปถึงการพยายามสร้างความหมายให้กับ Silence เพื่อให้เราสามารถสัมผัสได้ทั้งในแง่ของ ก้อนวัตถุขนาดใหญ่ที่เรียงตัวซ้อนทับกัน อยู่ในห้องแสดงงานในรูปแบบเดียวกันเต็มไปหมด และอีกแง่คือ ความแผ่วเบาของผิวอากาศ ความสงบนิ่งในเชิงอารมณ์ นั่นเอง
การตีความและการพยายามสื่อสารแนวคิดปรัชญาทางศิลปกรรมผ่านงานในด้านเสียง โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือคอยขับเคลื่อน จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาและส่งอิทธิพลต่อศิลปินในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
การคาดการณ์อนาคตแนวโน้มในงานศิลปะด้านเสียง สิ่งที่จะสร้างความต่างให้กับงานดนตรีหรือแม้แต่งานประพันธ์เพลง คือเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่สามารถสร้างเสียงที่มีความกว้างของเสียงมากยิ่งขึ้น และในทางกลับกัน แนวคิดหรือโครงสร้างในตัวของเนื้อหายังคงเหมือนเดิม สิ่งที่ต่างมีเพียงแค่รายละเอียดของงานเท่านั้นซึ่งรายละเอียดไม่ใช่หาได้มาจากไหนถ้าไม่ใช่เครื่องดนตรีที่พัฒนาการไปพร้อมๆกับเครื่องกลและเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม อารมณ์ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญต่อมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย ความท้าทายความอยากทดลองในสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอบนพื้นฐานของเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคน และไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะถือว่า ศิลปินเสียงก้าวหน้าในศตวรรษที่ 19 เป็นหนึ่งในขบวนการเปลี่ยนแปลงมุมมองใหม่ๆ ให้กับโลกนี้โดยผ่านเทคโนโลยี จนในบางครั้งมันก็สร้างภาพลวงตาให้ผู้ฟังเข้าใจว่าเป็นงานดนตรี งานประพันธ์ขั้นสูงของยุคนั้น และสิ่งที่ตอบสนองในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกผ่านทาง Noise, Sound และ Silence ด้วยเครื่องมือต่างๆนั่น เรามักจะลืมมันไป เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ฝังหัวเราจนกลายเป็น Common Sense ไปโดยผ่านทางรูปแบบของผลงานทางด้านการประพันธ์เสียง ด้านงานดนตรีต่างๆ ของศิลปินเสียงเทคโนโลยีในปัจจุบัน แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้น น่าทดลอง ค้นหาต่อไปสำหรับคนในยุคปัจจุบันและในอนาคตคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีกับการสร้างสรรค์ทางเครื่องมือสมัยใหม่ต่างหาก




บทบรรณานุกรม
David Bordwell and Kristin Thompson, Film Art an introduction, Sixth edition, University of Wisconsin, New York 2001.
David Sonnenschein, Sound Design, Michael Wiese Production, Michigan 2001
นรเศรษฐ หมัดคง, ดนตรี คีตา เวหา อิเล็กทรอนิกส์, open book, กรุงเพทฯ 2550

Sunday, December 17, 2006

ร้องเพลงภาษาชาวบ้าน

จะเครียดกันไปทำไม ฟังๆไปเหอะเพลงอ่ะ
คนทำก็อย่าเครียด ทำด้วยใจกลัวทำไมก็แค่เงิน
แน่จริงก็ทำออกมาให้ดีดีดิ
จะได้ซื้อจริง
แต่ก็ว่าเหอะปีนี้ไม่เคยซื้อของจริงเลยอ่ะ
เพราะไม่มีไรน่าซื้อเลย หงิหงิ

Sunday, September 24, 2006

ปลุกต้นไม้ไว้ใกล้กระถางที่ว่างเปล่า

ตาแก่หลังไม่ทันโก่งมันเป็นแค่ชื่อที่เรียกชายหนุ่มอายุ 25 ปลายๆ เตรียมพร้อมเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ในไม่ช้า(หรือว่าเป็นแล้ว) ที่จริงน่าจะเรียกผู้ใหญ่ได้ตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเรียกได้เพราะไม่เคยมีใครมาเรียกตาแก่ว่าเป็นผู้ใหญ่ เพราะไรก็ไม่ทราบเหมือนกับกินก๋วยเตี๋ยวแล้วสรุปว่ามันอร่อย ทุกวันตาแก่จะนั่งนิ่งสมองวิ่งวนไปวนมาหลังจากที่มองกระถางเปล่าหลังบ้าน บนพื้นที่โล่งๆ ขนาดประมาณสนามแบตมินตันไม่มีต้นไม้สักต้น ไม่มีหญ้าสักกอ เพราะมันมีแต่ดิน ที่ไม่สามารถใช้เสียมหรือจอบ ขุดได้ แม้แต่มือก็ใช้ไม่ได้ ตาแก่เรียกมันว่าดิน เมื่อก่อนกระถางไม่ได้อยู่ที่นี่ เพิ่งมีมาได้ไม่นานนี้เอง ตาแก่เจอที่ทางก่อนเข้าบ้านตรงกองขยะ ไม่รู้ว่าสมองที่วิ่งวนไปวนมาคิดได้ยังไงจึงนำเอามาไว้หลังบ้านแล้วนั่งมองมัน ทันใดนั้นตาแก่ก็เดินออกบ้าน นานเป็นหลายชั่วโมง กลับมาหร้อมกับต้นไม้ขนาดพอเหมาะ ตาแก่เดินไปหลังบ้านและวางต้นไม้ไว้ข้างๆกับกระถาง นั่งนิ่งสมองวิ่งวนไปวนมา สักพัก พื้นหลังบ้านที่ตาแก่เรียกว่าดินได้ถูกของแหลมมีคม ตาแก่เรียกมันว่า ตัวทำลายดิน ซึ่งมันก็ไม่ใช่จอบและเสียมอย่างที่เราคิด หน้าดินเปิด มีรอยร้าวรอบด้าน ตาแก่ตกใจมาก เมื่อมองไปยังพื้นดินที่ได้ขุดนั้น มันมีพื้นอะไรสักอย่างที่เราเรียกว่าดิน อยู่ ตาแก่จึงรีบไปเอาเสียมมาขุด จนเป็นรูใหญ่ แล้วก็ลงมือปลุกต้นไม้ โดยไม่สนใจกระถางที่ว่างเปล่าเลย หลังจากวันนั้น ทุกวัน ตาแก่ต้องมานั่งนิ่งสมองวนไปวนมา ตามองต้นไม้สลับกับมองกระถางไปมาไปมา และแล้วเวลาผ่านไปไม่นาน ตาแก่นั่งนิ่งสมองวิ่งวนไปวนมา หร้อมกับมองกระถางที่ว่างเปล่า ต้นไม้ที่ได้ปลุก และผลที่มันล่วง..........ตกลงกระถางที่ว่างเปล่า และตินที่ตาแก่เรียก...............

เปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งของจิตใจ

ไม่มีความเป็นจริงที่มันจะซ้ำอยู่กับที่เดิม ก้อนหินยังมีวันกร่อน ต้นไม้ยังมีวันไหว ตึกอาคารยังมีการเคลื่อนที่ตามพื้นโลก แท่นศิลายังมีวันเคลื่อนย้าย ศาลเจ้ายังมีวันโดนอัญเชิญเปลี่ยนที่ การงานก็ต้องมีเปลี่ยน ธรรมดา ธรรมดา ไม่ซับซ้อน
ไม่มีความเป็นจริงที่มันจะซ้ำอยู่กับที่เดิม มีเพียงจิตใจที่แกร่ง ที่มันมั่นคง ยิ่งเสียกว่าเหล็กกล้า ยิ่งเสียกว่า ก้อนหิน ต้นไม้ ตึกอาคาร แท่นศิลา ศาลเจ้า และเรื่องธรรมดา ธรรมดา ทั้งหลาย ยึดติดกับความเป็นจริง ยึดติดกับเรื่องที่ทำให้มีความสุขเพียงผิวเผิน ยึดติดกับเรื่องไร้ความหมาย ตำแหน่งความหยุดนิ่งของจิดใจเปลี่ยนได้ยาก ไม่มีไรสามารถทำลายมันได้ นอกเสียจากตัวมันเองที่คิดจะเปลี่ยน แล้วเรื่องธรรรมดา ธรรมดา ก็จะไม่ธรรมดาอีกต่อไป .......

Sunday, September 10, 2006

ฝัน

เชื่อว่าทุกคนที่เหยียบบนผืนโลกใบนี้มีความฝัน
แต่จะมีสักกี่คนที่ได้ลงมือทำ เพื่อฝันนั้น
...........จงทำมันซะ.........................

-และถามกลับไปว่าคุณพอใจกับสิ่งที่ทำอยู่
หรือว่าคุณดึใจกับสิ่งที่ทำเพื่อความฝันนั้น-

...........ตามหามันซะ.......................
ก่อนเวลาจะพามันหายไป.....................

Wednesday, September 06, 2006

หน้าหลัง-กลับด้าน

ปกติผมเป็นคนที่ชอบที่จะมีสมุดบันทึกและไม่ค่อยที่จะได้เขียนบันทึก เนื่องมาจากข้อแก้ตัวหลายอย่าง ทั้งทางด้าน เวลา อารมณ์ และสิ่งแวดล้อม แต่หากมานั่งพิจาราณาแล้วในบันทึกของผมมันจะแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือส่วนที่เปิดปกติไว้สำหรับเขียนอะไรก็ได้เป็นหารเป็นงานหน่อย และส่วนที่สองมักจะเขียนด้านหลัง แต่กลับด้าน เพื่อเขียนบันทึกเรื่องราวที่อยากระบายหรือสิ่งที่พบเห็น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เวลาที่ผมกลับมาอ่านด้านหลังมักจะมีร้อยยิ้มและมุมมองที่ใหม่ๆเสมอ ไม่เหมือนกับหน้าแรกที่มีแต่งานและความเครียด มันจึงเป็นที่มาและที่ไป

Saturday, August 26, 2006

เมื่อความเซ็งเริ่มเข้ามาแทนที่

เชื่อว่าหลายคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ มีจุดเส้นใยเชื่อมโยงให้เข้าหากับผู้อื่นได้
และก็เชื่อว่ามีอีกหลายคนที่ไม่สามารถ เชื่อมโยงหรือว่าเข้ากับผู้อื่นได้ มันไม่
ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่จะแปลกก็ตรงที่ทำไมคนสองพวกนี้ต้องมาอยู่ด้วย
กัน ทั้งๆที่น่าจะเสาะหาแหล่งของตัวเองอยู่มิใช่เหรอ พวกที่เอาหน้าก็เอากันเข้า
ไปจนหน้าบาน พวกที่ได้แต่พูดโอ้อวดก็ได้แต่พูด ไอ้คนที่ไม่พูดก็ไม่พูด ใครมอง
ว่าโลกนี้ช่างสวยงาม แต่ก็อย่าลืมว่า ณ ตอนนั้นท่านได้อยู่ในที่สวยงามต่างหาก
กองขยะยังมีอีกมากมายในโลกนี้ และก็เป็นเรื่องแปลกอีกนั่นแหละ คนที่เหมาะอยู่
กับขยะมักจะไม่ค่อยอยากอยู่ มักอยากอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ตัวเอง ตัวตนที่แท้จริงกลับ
ลืมเสียนี่ ปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ทุกท่านต้องเจอ คนไม่อยู่ที่ที่ควรอยู่ ทำตามหน้าที่
ก็ไม่ทำชอบทำเกิน มันเป็นอะไรกันนักหนา ประเทศชาติโลกนี้ เส็งเครงจริงๆครับท่าน

Saturday, August 19, 2006

รักชาติ ยิ่งเงิน

ครั้งหนึ่ง และอีกหลายๆครั้ง เคยมีผู้มีความรู้ได้กล่าวลั่นวาจา ตกลงรับปาก กับคนส่วนมากในส่วนใหญ่ของเมืองหนึ่ง สิ่งที่ผู้มีความรู้นั่นได้ปล่อยลมปากแปลงเป็นคำออกไป ฟังดูทุกคนต่างลงความเห็นว่ามันช่างน่าไพเราะเสียยิ่งกระไร ดูดีไปหมดทุกคำพูด แต่ละคำที่พูดออกมาไม่มีกลิ่นเหม็น แต่ละท่วงถ้อยคำฟังเหมือนตั้งใจด้วยจริงใจ คนส่วนมากในป่าใหญ่ จึงคล้อยตามซึ่งก็เป็นนิสัยปกติของมนุษย์โลกอยู่แล้ว บางคนถึงกลับขออาสารับปากทำเป็นผู้นำ แต่ไม่ได้คิดเลยว่ายิ่งเด่นยิ่งมีแต่จะเสีย คิดแต่สิ่งที่ตรงกันข้าม และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ติดใจหรือสงสัยเรื่องใด รับปากเห็นพ้องก้มหน้าทำงานต่อ แต่อย่าลืมว่าในห้วงธาตุและออ๊กซิเจนนั้นยังมีอะไรให้ศึกษาอีกเยอะมาก คนส่วนน้อยในส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจเริ่มที่จะมองเห็นความว่างเปล่ามีสิ่งที่เรียกว่าความว่างเปล่าอยู่ และก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่คนส่วนน้อยเมื่อคิดได้แล้วจะรีบทำหรือด่วนตัดสินใจไป เรื่องมันต้องค่อยๆเป็นไป รอเวลาการสะสม ความรู้ความเข้าใจต่างๆ เพื่อที่สักวันหนึ่งจะได้พูดได้เต็มปากเกี่ยวกับเรื่องบางอย่าง แต่บางสิ่งที่ผู้มีความรู้ได้มองข้ามไป มองแต่สิ่งที่มันใหญ่ไป จนลืมว่าสิ่งที่มันโตนั้นไม่ได้เริ่มมาจากที่มันเล็กเหรอ ผู้มีความรู้ขาดข้อนี้ไป เห็นค่ามันเป็นแค่ผงธุลีอากาศ ที่ลอย และสูดเข้าหายใจโดยไม่รู้สึกอะไร แต่หารู้ไม่ มันค่อยๆสะสมในตัวเอง และเมื่อผงฝุ่นหรือคนส่วนน้อยนั้นได้สร้างความเข้าใจในบางอย่างและพร้อมที่จะตอบสนอง แทนที่จะมองแค่นี้แต่พวกฝุ่นกลับมองไปไกลถึงระบบขับเคลื่อนทั้งหมด คิดถึงความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ในสิ่งที่บางคนลืมไป เมื่อพร้อม แผนการปฏิบัติการจึงเริ่มขึ้น "เราไม่ได้เริ่มรุนแรงในทันได้ แต่เราเริ่มจากสิ่งเล็กๆ แล้วเรื่องต่อไปเค้าก็จะสร้างมันเอง" ฝุ่นก้อนอณูที่ 1 ล้านสามสิบสองได้พูดออกมา และแล้วอีกไม่นานมันก็เป็นจริง สิ่งที่ผู้มีความรู้ได้รับปาก และมองข้ามเรื่องเล็กน้อยไป มันจึงเป็นเรื่องใหญ่เพราะท่านไม่ได้สนใจเรื่องเล็กเอง มันก็สุดวิสัยที่จะช่วย หรือจะคล้อยตาม ความรักในพวกพ้องของฝุ่นละออง มันยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า เหมือนกับว่าลมปากที่จับตัวเป็นก้อนคำพูดคุณค่ามันน้อยเสียยิ่งกว่าเศษฝุ่นละอองเสียอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านผู้มีความรู้จึงใช้ความรู้ทั้งหมดเป็นตัวหาทางออก แต่ก็ว่าอีกนั่นแหละ ใช้แต่ความรู้เป็นตัวตัดสินในบางเรื่องมันก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละเพราะบางอย่างไม่ต้องใช้ความรู้ก็ตัดสินใจได้แล้ว ในที่นี้ไม่ขอพูดว่ามันคือไร เพราะกลัวว่าผู้มีความรู้ได้มาพบแล้วจะนำไปใช้
เมื่อมันตกตะกอนคำพูดง่ายๆ จากพวกเศษผงฝุ่นละออง
ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอย่างไรเมื่อใครๆก็พูดได้ รักชาติยิ่งชีพ แล้วทำไม เราจะพูดไม่ได้ว่า รักชาติยิ่งเงิน