Sunday, December 17, 2006

ร้องเพลงภาษาชาวบ้าน

จะเครียดกันไปทำไม ฟังๆไปเหอะเพลงอ่ะ
คนทำก็อย่าเครียด ทำด้วยใจกลัวทำไมก็แค่เงิน
แน่จริงก็ทำออกมาให้ดีดีดิ
จะได้ซื้อจริง
แต่ก็ว่าเหอะปีนี้ไม่เคยซื้อของจริงเลยอ่ะ
เพราะไม่มีไรน่าซื้อเลย หงิหงิ

Sunday, September 24, 2006

ปลุกต้นไม้ไว้ใกล้กระถางที่ว่างเปล่า

ตาแก่หลังไม่ทันโก่งมันเป็นแค่ชื่อที่เรียกชายหนุ่มอายุ 25 ปลายๆ เตรียมพร้อมเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ในไม่ช้า(หรือว่าเป็นแล้ว) ที่จริงน่าจะเรียกผู้ใหญ่ได้ตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเรียกได้เพราะไม่เคยมีใครมาเรียกตาแก่ว่าเป็นผู้ใหญ่ เพราะไรก็ไม่ทราบเหมือนกับกินก๋วยเตี๋ยวแล้วสรุปว่ามันอร่อย ทุกวันตาแก่จะนั่งนิ่งสมองวิ่งวนไปวนมาหลังจากที่มองกระถางเปล่าหลังบ้าน บนพื้นที่โล่งๆ ขนาดประมาณสนามแบตมินตันไม่มีต้นไม้สักต้น ไม่มีหญ้าสักกอ เพราะมันมีแต่ดิน ที่ไม่สามารถใช้เสียมหรือจอบ ขุดได้ แม้แต่มือก็ใช้ไม่ได้ ตาแก่เรียกมันว่าดิน เมื่อก่อนกระถางไม่ได้อยู่ที่นี่ เพิ่งมีมาได้ไม่นานนี้เอง ตาแก่เจอที่ทางก่อนเข้าบ้านตรงกองขยะ ไม่รู้ว่าสมองที่วิ่งวนไปวนมาคิดได้ยังไงจึงนำเอามาไว้หลังบ้านแล้วนั่งมองมัน ทันใดนั้นตาแก่ก็เดินออกบ้าน นานเป็นหลายชั่วโมง กลับมาหร้อมกับต้นไม้ขนาดพอเหมาะ ตาแก่เดินไปหลังบ้านและวางต้นไม้ไว้ข้างๆกับกระถาง นั่งนิ่งสมองวิ่งวนไปวนมา สักพัก พื้นหลังบ้านที่ตาแก่เรียกว่าดินได้ถูกของแหลมมีคม ตาแก่เรียกมันว่า ตัวทำลายดิน ซึ่งมันก็ไม่ใช่จอบและเสียมอย่างที่เราคิด หน้าดินเปิด มีรอยร้าวรอบด้าน ตาแก่ตกใจมาก เมื่อมองไปยังพื้นดินที่ได้ขุดนั้น มันมีพื้นอะไรสักอย่างที่เราเรียกว่าดิน อยู่ ตาแก่จึงรีบไปเอาเสียมมาขุด จนเป็นรูใหญ่ แล้วก็ลงมือปลุกต้นไม้ โดยไม่สนใจกระถางที่ว่างเปล่าเลย หลังจากวันนั้น ทุกวัน ตาแก่ต้องมานั่งนิ่งสมองวนไปวนมา ตามองต้นไม้สลับกับมองกระถางไปมาไปมา และแล้วเวลาผ่านไปไม่นาน ตาแก่นั่งนิ่งสมองวิ่งวนไปวนมา หร้อมกับมองกระถางที่ว่างเปล่า ต้นไม้ที่ได้ปลุก และผลที่มันล่วง..........ตกลงกระถางที่ว่างเปล่า และตินที่ตาแก่เรียก...............

เปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งของจิตใจ

ไม่มีความเป็นจริงที่มันจะซ้ำอยู่กับที่เดิม ก้อนหินยังมีวันกร่อน ต้นไม้ยังมีวันไหว ตึกอาคารยังมีการเคลื่อนที่ตามพื้นโลก แท่นศิลายังมีวันเคลื่อนย้าย ศาลเจ้ายังมีวันโดนอัญเชิญเปลี่ยนที่ การงานก็ต้องมีเปลี่ยน ธรรมดา ธรรมดา ไม่ซับซ้อน
ไม่มีความเป็นจริงที่มันจะซ้ำอยู่กับที่เดิม มีเพียงจิตใจที่แกร่ง ที่มันมั่นคง ยิ่งเสียกว่าเหล็กกล้า ยิ่งเสียกว่า ก้อนหิน ต้นไม้ ตึกอาคาร แท่นศิลา ศาลเจ้า และเรื่องธรรมดา ธรรมดา ทั้งหลาย ยึดติดกับความเป็นจริง ยึดติดกับเรื่องที่ทำให้มีความสุขเพียงผิวเผิน ยึดติดกับเรื่องไร้ความหมาย ตำแหน่งความหยุดนิ่งของจิดใจเปลี่ยนได้ยาก ไม่มีไรสามารถทำลายมันได้ นอกเสียจากตัวมันเองที่คิดจะเปลี่ยน แล้วเรื่องธรรรมดา ธรรมดา ก็จะไม่ธรรมดาอีกต่อไป .......

Sunday, September 10, 2006

ฝัน

เชื่อว่าทุกคนที่เหยียบบนผืนโลกใบนี้มีความฝัน
แต่จะมีสักกี่คนที่ได้ลงมือทำ เพื่อฝันนั้น
...........จงทำมันซะ.........................

-และถามกลับไปว่าคุณพอใจกับสิ่งที่ทำอยู่
หรือว่าคุณดึใจกับสิ่งที่ทำเพื่อความฝันนั้น-

...........ตามหามันซะ.......................
ก่อนเวลาจะพามันหายไป.....................

Wednesday, September 06, 2006

หน้าหลัง-กลับด้าน

ปกติผมเป็นคนที่ชอบที่จะมีสมุดบันทึกและไม่ค่อยที่จะได้เขียนบันทึก เนื่องมาจากข้อแก้ตัวหลายอย่าง ทั้งทางด้าน เวลา อารมณ์ และสิ่งแวดล้อม แต่หากมานั่งพิจาราณาแล้วในบันทึกของผมมันจะแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือส่วนที่เปิดปกติไว้สำหรับเขียนอะไรก็ได้เป็นหารเป็นงานหน่อย และส่วนที่สองมักจะเขียนด้านหลัง แต่กลับด้าน เพื่อเขียนบันทึกเรื่องราวที่อยากระบายหรือสิ่งที่พบเห็น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เวลาที่ผมกลับมาอ่านด้านหลังมักจะมีร้อยยิ้มและมุมมองที่ใหม่ๆเสมอ ไม่เหมือนกับหน้าแรกที่มีแต่งานและความเครียด มันจึงเป็นที่มาและที่ไป

Saturday, August 26, 2006

เมื่อความเซ็งเริ่มเข้ามาแทนที่

เชื่อว่าหลายคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ มีจุดเส้นใยเชื่อมโยงให้เข้าหากับผู้อื่นได้
และก็เชื่อว่ามีอีกหลายคนที่ไม่สามารถ เชื่อมโยงหรือว่าเข้ากับผู้อื่นได้ มันไม่
ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่จะแปลกก็ตรงที่ทำไมคนสองพวกนี้ต้องมาอยู่ด้วย
กัน ทั้งๆที่น่าจะเสาะหาแหล่งของตัวเองอยู่มิใช่เหรอ พวกที่เอาหน้าก็เอากันเข้า
ไปจนหน้าบาน พวกที่ได้แต่พูดโอ้อวดก็ได้แต่พูด ไอ้คนที่ไม่พูดก็ไม่พูด ใครมอง
ว่าโลกนี้ช่างสวยงาม แต่ก็อย่าลืมว่า ณ ตอนนั้นท่านได้อยู่ในที่สวยงามต่างหาก
กองขยะยังมีอีกมากมายในโลกนี้ และก็เป็นเรื่องแปลกอีกนั่นแหละ คนที่เหมาะอยู่
กับขยะมักจะไม่ค่อยอยากอยู่ มักอยากอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ตัวเอง ตัวตนที่แท้จริงกลับ
ลืมเสียนี่ ปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ทุกท่านต้องเจอ คนไม่อยู่ที่ที่ควรอยู่ ทำตามหน้าที่
ก็ไม่ทำชอบทำเกิน มันเป็นอะไรกันนักหนา ประเทศชาติโลกนี้ เส็งเครงจริงๆครับท่าน

Saturday, August 19, 2006

รักชาติ ยิ่งเงิน

ครั้งหนึ่ง และอีกหลายๆครั้ง เคยมีผู้มีความรู้ได้กล่าวลั่นวาจา ตกลงรับปาก กับคนส่วนมากในส่วนใหญ่ของเมืองหนึ่ง สิ่งที่ผู้มีความรู้นั่นได้ปล่อยลมปากแปลงเป็นคำออกไป ฟังดูทุกคนต่างลงความเห็นว่ามันช่างน่าไพเราะเสียยิ่งกระไร ดูดีไปหมดทุกคำพูด แต่ละคำที่พูดออกมาไม่มีกลิ่นเหม็น แต่ละท่วงถ้อยคำฟังเหมือนตั้งใจด้วยจริงใจ คนส่วนมากในป่าใหญ่ จึงคล้อยตามซึ่งก็เป็นนิสัยปกติของมนุษย์โลกอยู่แล้ว บางคนถึงกลับขออาสารับปากทำเป็นผู้นำ แต่ไม่ได้คิดเลยว่ายิ่งเด่นยิ่งมีแต่จะเสีย คิดแต่สิ่งที่ตรงกันข้าม และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ติดใจหรือสงสัยเรื่องใด รับปากเห็นพ้องก้มหน้าทำงานต่อ แต่อย่าลืมว่าในห้วงธาตุและออ๊กซิเจนนั้นยังมีอะไรให้ศึกษาอีกเยอะมาก คนส่วนน้อยในส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจเริ่มที่จะมองเห็นความว่างเปล่ามีสิ่งที่เรียกว่าความว่างเปล่าอยู่ และก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่คนส่วนน้อยเมื่อคิดได้แล้วจะรีบทำหรือด่วนตัดสินใจไป เรื่องมันต้องค่อยๆเป็นไป รอเวลาการสะสม ความรู้ความเข้าใจต่างๆ เพื่อที่สักวันหนึ่งจะได้พูดได้เต็มปากเกี่ยวกับเรื่องบางอย่าง แต่บางสิ่งที่ผู้มีความรู้ได้มองข้ามไป มองแต่สิ่งที่มันใหญ่ไป จนลืมว่าสิ่งที่มันโตนั้นไม่ได้เริ่มมาจากที่มันเล็กเหรอ ผู้มีความรู้ขาดข้อนี้ไป เห็นค่ามันเป็นแค่ผงธุลีอากาศ ที่ลอย และสูดเข้าหายใจโดยไม่รู้สึกอะไร แต่หารู้ไม่ มันค่อยๆสะสมในตัวเอง และเมื่อผงฝุ่นหรือคนส่วนน้อยนั้นได้สร้างความเข้าใจในบางอย่างและพร้อมที่จะตอบสนอง แทนที่จะมองแค่นี้แต่พวกฝุ่นกลับมองไปไกลถึงระบบขับเคลื่อนทั้งหมด คิดถึงความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ในสิ่งที่บางคนลืมไป เมื่อพร้อม แผนการปฏิบัติการจึงเริ่มขึ้น "เราไม่ได้เริ่มรุนแรงในทันได้ แต่เราเริ่มจากสิ่งเล็กๆ แล้วเรื่องต่อไปเค้าก็จะสร้างมันเอง" ฝุ่นก้อนอณูที่ 1 ล้านสามสิบสองได้พูดออกมา และแล้วอีกไม่นานมันก็เป็นจริง สิ่งที่ผู้มีความรู้ได้รับปาก และมองข้ามเรื่องเล็กน้อยไป มันจึงเป็นเรื่องใหญ่เพราะท่านไม่ได้สนใจเรื่องเล็กเอง มันก็สุดวิสัยที่จะช่วย หรือจะคล้อยตาม ความรักในพวกพ้องของฝุ่นละออง มันยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า เหมือนกับว่าลมปากที่จับตัวเป็นก้อนคำพูดคุณค่ามันน้อยเสียยิ่งกว่าเศษฝุ่นละอองเสียอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านผู้มีความรู้จึงใช้ความรู้ทั้งหมดเป็นตัวหาทางออก แต่ก็ว่าอีกนั่นแหละ ใช้แต่ความรู้เป็นตัวตัดสินในบางเรื่องมันก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละเพราะบางอย่างไม่ต้องใช้ความรู้ก็ตัดสินใจได้แล้ว ในที่นี้ไม่ขอพูดว่ามันคือไร เพราะกลัวว่าผู้มีความรู้ได้มาพบแล้วจะนำไปใช้
เมื่อมันตกตะกอนคำพูดง่ายๆ จากพวกเศษผงฝุ่นละออง
ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอย่างไรเมื่อใครๆก็พูดได้ รักชาติยิ่งชีพ แล้วทำไม เราจะพูดไม่ได้ว่า รักชาติยิ่งเงิน

Monday, August 14, 2006

เมื่อโยนความฝันไปข้างหน้า ขว้างความหวังให้วิ่งตาม

เมื่อโยนความฝันไปข้างหน้า ขว้างความหวังให้วิ่งตาม เหวี่ยงลมหายใจไปรอบๆ หนีความจำเจ โดดข้ามกาลเวลา ค้นหาความจริง เดินหนีความจอมปลอม ยอมรับความเป็นไป